Header

"วัยหมดประจำเดือนกับการดูแลสุขภาพผู้หญิงอย่างเข้าใจ"

พญ. ศันสนีย์ พยันตา

ผู้หญิงในแต่ละช่วงวัยจะมีการเปลี่ยนแปลงของร่างกายและฮอร์โมนที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะช่วงก่อนและหลังวัยหมดประจำเดือน หรือวัยทอง ซึ่งเป็นช่วงสำคัญที่มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน สรีระร่างกาย จิตใจและอารมณ์อย่างมาก ซึ่งการทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ควบคู่กับการตรวจสุขภาพอย่างเหมาะสม จะช่วยให้สามารถดูแลสุขภาพและป้องกันโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว

"การมีสุขภาพดีแบบองค์รวม" คือ การไม่เจ็บ ไม่ป่วย แลดูอ่อนเยาว์ สมวัย และมีภาวะร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ที่สุด
โรงพยาบาลพิษณุเวช พิจิตร ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพผู้หญิงแบบองค์รวม โดยวัตถุประสงค์หลัก คือการเสริมสร้างภาวะสุขภาพให้ทุกคนมีชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพ มีสุขภาพดีแบบองค์รวมจากภายในสู่ภายนอก

ทำความรู้จักกับวัยทอง…!!

ระยะหลัก มี 3 ระยะ ได้แก่

  1. วัยใกล้หมดประจำเดือน (Perimenopause) เกิดขึ้นก่อนหมดประจำเดือนจริง 4‐5 ปี (บางรายอาจนานกว่านั้น) ซึ่งฮอร์โมนเริ่มขาดความสมดุล ทำให้ประจำเดือนเริ่มมาไม่สม่ำเสมอ รังไข่ทำงานลดลง และเริ่มมีอาการร้อนวูบวาบหรืออารมณ์แปรปรวน
  2. วัยหมดประจำเดือน (Menopause) คือ ณ เวลาที่ไม่มีประจำเดือนมาติดต่อกันครบ 1 ปี หรือ 12 เดือนโดยธรรมชาติ ซึ่งมักเกิดในช่วงอายุ 45‐55 ปี
  3. วัยหลังหมดประจำเดือน (Postmenopause) คือระยะหลังจากประจำเดือนหมดไปแล้ว 1 ปีขึ้นไป ร่างกายจะไม่มีไข่ตกและระดับฮอร์โมนต่ำอย่างคงที่ ทำให้เสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนและโรคหัวใจได้ง่าย

ประเภทของการหมดประจำเดือนตามสาเหตุ ซึ่งแบ่งเป็น 2 แบบ คือ

  1. วัยหมดประจำเดือนตามธรรมชาติ (Natural Menopause) : เป็นการหมดระดูเนื่องจากกระบวนการทางสรีรวิทยาที่เกี่ยวข้องกับการที่รังไข่หยุดทำงานตามธรรมชาติโดยถือว่า ต้องขาดประจำเดือนไปแล้ว 1 ปี แล้วนับย้อนมาวันที่มีประจำเดือนครั้งสุดท้ายถือเป็นอายุที่เข้าสู่วัยทอง ซึ่งโดยเฉลี่ยผู้หญิงจะเข้าสู่วัยทองเมื่ออายุ 50‐51ปี
  2. ภาวะหมดระดูที่เกิดจากโรคและผลพวงของการรักษาโรค ภาวะหมดระดูในกลุ่มนี้มักจะเป็นภาวะหมดระดูก่อนวัยอันควร (Premature Menopause) คือการที่รังไข่หยุดทำงานและประจำเดือนหมดถาวร ก่อนอายุ 40 ปี เกิดจากการที่รังไข่หยุดทำงานและผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนน้อยลง สาเหตุหลักมาจากกรรมพันธุ์ โรคภูมิคุ้มกันตนเอง การรักษาทางการแพทย์ (ผ่าตัดรังไข่ 2 ข้าง, เคมีบำบัด, ฉายรังสี) ความผิดปกติของโครโมโซม หรือไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด

อาการที่อาจพบเมื่อเข้าสู่วัยทอง

การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนอาจทำให้เกิดอาการได้หลายรูปแบบ ทั้งทางร่างกายและจิตใจ เช่น

  • อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย โกรธง่าย ใจน้อย วิตกกังวล หรือซึมเศร้า
  • ร้อนวูบวาบตามตัว (Vasomotor Symptom) โดยเฉพาะส่วนบนของร่างกายตั้งแต่หน้าอกขึ้นไป แก้ม คอ หลังจากนั้นจะตามด้วยเหงื่อออกและหนาวสั่น ซึ่งอาการนี้จะเป็นนาน 1‐5 นาที
  • มีปัญหาเรื่องการนอน ซึ่งอาการเด่นอย่างหนึ่งของวัยทองคือ "อาการนอนไม่หลับ" พบได้ถึง 40‐60% มีทั้งแบบที่เริ่มหลับไม่ได้เลย หรือระยะในการหลับสั้นลง หรือ ตื่นขึ้นมากลางดึกแล้วหลับต่อไม่ได้ เป็นเพราะเมื่ออายุมากขึ้นระดับฮอร์โมนชนิดต่างๆ ได้แก่ ฮอร์โมนเพศ ฮอร์โมนต่อมหมวกไต โกรทฮอร์โมน และที่สำคัญคือ ฮอร์โมนเมลาโทนิน จะมีการหลั่งลดลง ส่งผลต่อการควบคุมนาฬิกาชีวิตในสมอง
  • ความจำลดลง หรือไม่มีสมาธิ
  • ความรู้สึกทางเพศลดลง
  • มีอาการของระบบทางเดินปัสสาวะและช่องคลอด (Urogenital Symptom) เช่น ช่องคลอดแห้ง ปัสสาวะบ่อย หรือกลั้นปัสสาวะได้ยาก กลั้นปัสสาวะไม่อยู่หรืออาจจะปัสสาวะเล็ดเวลาไอหรือจาม
  • การเปลี่ยนแปลงทางรูปร่างมีไขมันเพิ่ม กล้ามเนื้อลดลง การเผาผลาญพลังงานลดลง
  • ผิวหนังจะบางและแห้งลงซึ่งทำให้เกิดแผลได้ง่าย มีอาการคันตามผิวหนัง รวมทั้งเกิดผื่นแพ้ที่ผิวหนังได้ง่ายขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้เส้นผมจะหยาบ แห้ง และบาง ทำให้หลุดร่วงได้ง่ายยิ่งขึ้น
  • ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ หรือปวดตามข้อและกระดูก
  • เหนื่อยง่าย ใจสั่น
  • เสี่ยงของโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวาน ความดันโลหิตสูง
  • ภาวะกระดูกบางและโรคกระดูกพรุน ซึ่งมักไม่แสดงอาการในระยะแรก

โดยทั่วไปแล้วอาการของวัยทองจะดีขึ้นได้เองภายใน 3‐5 ปี แต่ถ้าอาการเป็นมากหรือยาวนานก็อาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิต สภาพร่างกายและจิตใจ รวมไปถึงความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ควรพบสูตินรีแพทย์เพื่อพิจารณาการส่งตรวจเพิ่มเติมและขอคำแนะนำเกี่ยวกับทางเลือกต่างๆ ในการรักษาอาการที่เป็นอยู่

เตรียมตัวเข้าสู่วัยทองอย่างสุขภาพดีได้ยังไง?

เริ่มต้นจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน

  • การทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ ลดอาหารไขมันสูง อาหารรสจัด และน้ำตาล
  • ดื่มน้ำเยอะๆ
  • การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เช่น เดินเร็ว ว่ายน้ำ หรือออกกำลังกายเสริมแรงต้าน เพื่อช่วยดูแลหัวใจและกระดูกอย่างน้อยครั้งละ 30‐50 นาที 3‐5 ครั้งต่อสัปดาห์
  • ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม
  • ควรพักผ่อนให้เพียงพอ เข้านอนให้เป็นเวลาสม่ำเสมอไม่เกิน 22.00 น. เพื่อให้นอนได้หลับสนิท เป็นช่วงที่มีการหลั่งฮอร์โมนหลั่งออกมาเพื่อซ่อมแซมร่างกาย
  • ควรทำกิจกรรมเพื่อผ่อนคลายความเครียด เพราะความเครียดเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลให้อาการวัยทองแย่ลง เช่น ทำงานอดิเรก นั่งสมาธิ นวดบำบัด ดนตรีบำบัด และหมั่นตรวจเช็คสุขภาพร่างกายอย่างสม่ำเสมอ
  • งดสูบบุหรี่ และหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

วิธีบรรเทาอาการของวัยทอง

วิธีบรรเทาอาการร้อนวูบวาบ และอาการเหงื่อออกตอนกลางคืน ดังนี้

  • สวมเสื้อผ้าที่บางเบา
  • เปิดแอร์ปรับอุณหภูมิในห้องนอนให้มีความเหมาะสมนอนแล้วเย็นสบายตัว
  • อาบน้ำเย็น หรือดื่มเครื่องดื่มเย็นๆ
  • หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่อาจทำให้อาการแย่ลง เช่น ลดการทานอาหารหรือมีเครื่องเทศที่มีรสเผ็ดร้อน ลดการดื่มเครื่องดื่มคาเฟอีน เครื่องดื่มร้อนๆ เลิกสูบบุหรี่ และลดการดื่มแอลกอฮอล์

วิธีบรรเทาอาการช่องคลอดแห้ง

  • คุณสามารถทามอยส์เจอร์ไรเซอร์เพิ่มความชุ่มชื่นให้ช่องคลอดได้

วิธีป้องกันกระดูกบางกระดูกพรุน ทำได้โดย

  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการออกกำลังกายแบบแบกน้ำหนัก เช่น ยกเวทหรือบอดี้เวทก็ได้ และการออกกำลังกายแบบมีแรงต้าน
  • กินอาหารเพื่อสุขภาพ ผลไม้ ผัก และอาหารที่อุดมไปด้วยแหล่งแคลเซียม เช่น ผักเคล ผักคะน้าในปริมาณมาก
  • การรับแสงแดดในช่วงเช้า (6:00‐9:00 น.) เป็นเวลา 15‐20 นาที ช่วยให้ร่างกายสังเคราะห์ วิตามินดี (Vitamin D) ซึ่งสำคัญต่อกระดูกและภูมิคุ้มกัน หรือรับประทานอาหารเสริมวิตามิน D
  • รับประทานแคลเซียม การทานแคลเซียมร่วมกับวิตามิน D3 และวิตามิน K2 ช่วยลดความเสี่ยงของโรคกระดูกพรุน โรคหลอดเลือดแข็งตัว และโรคหัวใจขาดเลือดได้ ซึ่งปริมาณแคลเซียมที่แนะนำ 1,000‐1,200 มิลลิกรัมต่อวัน ปริมาณวิตามิน D3 15 ไมโครกรัมต่อวัน และปริมาณวิตามิน K2 100‐200 ไมโครกรัมต่อวัน
  • รับประทานวิตามิน C ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน ต่อต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความเสื่อมของร่างกาย สร้างคอลลาเจนบำรุงผิวพรรณ และช่วยเรื่องความหนาแน่นของกระดูก ควรทานปริมาณที่เหมาะสมต่อวัน ประมาณ 75‐100 มก. จากอาหาร หรือเสริมไม่เกิน 1,000‐2,000 มก. เพื่อเลี่ยงผลข้างเคียง

วิธีป้องกันอาการนอนไม่หลับ

รับประทานแมกนีเซียม ช่วยบรรเทาอาการนอนไม่หลับในสตรีวัยทองได้ดี โดยช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ลดความเครียด และควบคุมสารสื่อประสาท GABA ทำให้หลับลึกขึ้นและนานขึ้น แนะนำทานแมกนีเซียมไกลซิเนต (Magnesium Glycinate) ก่อนนอนเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในการนอนหลับและดูดซึมได้ง่าย โดยทั่วไปถือว่าปลอดภัยและช่วยเรื่องอารมณ์ ขนาดที่แนะนำ ไม่เกิน 350 : 400 มิลลิกรัมต่อวัน ควรหลีกเลี่ยงแมกนีเซียมออกไซด์เพราะดูดซึมได้น้อยสุด

วิธีป้องกันอาการซึมเศร้า

  • การทานวิตามินบีรวม (B‐complex) โดยเฉพาะ B6‚ B12 และโฟเลต ช่วยลดอาการซึมเศร้า อารมณ์แปรปรวน และความอ่อนเพลียในวัยทองได้ดี โดยปริมาณที่แนะนำสำหรับผู้หญิงวัย 50 ปีขึ้นไป คือ วิตามินบี 6 ประมาณ 1.5 มิลลิกรัมต่อวัน และควรทานช่วงเช้าก่อนอาหารเพื่อให้ร่างกายดูดซึมได้ดีที่สุด

วิธีป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ

  • วิตามินอี (Vitamin E) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ มีบทบาทในการป้องกันการเกิดเส้นเลือดหัวใจตีบ และช่วยลดระดับไขมันในเลือด การรับประทานวิตามินอีวันละ 100‐400 ยูนิตสากล เป็นเวลานานสามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ

หัวใจสำคัญที่ควรตระหนัก การตรวจสุขภาพเจาะลึกเรื่องฮอร์โมนก่อนวัยทอง

นอกจากการตรวจสุขภาพและตรวจร่างกายเป็นประจำตามอายุแล้ว ซึ่งสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในหัวข้อ "Checklists ตรวจสุขภาพผู้หญิงแต่ละช่วงวัย ป้องกันไว้ก่อนสาย"
สิ่งสำคัญที่ผู้หญิงก่อนวัยทองทุกคนควรตระหนัก คือ การพบสูตินรีแพทย์ตรวจสุขภาพแบบเฉพาะ เพื่อรับมือกับวัยทอง โดยตรวจเช็ค

  • ตรวจฮอร์โมนแบบละเอียด เช่น ฮอร์โมนเพศ ฮอร์โมนเจริญเติบโต (Growth Hormone) ฮอร์โมนต้านความเครียด (DHEA) หรือฮอร์โมนความสุข ฮอร์โมนอินซูลิน และฮอร์โมนไทรอยด์
  • ตรวจภาวะโภชนาการของร่างกาย เช่น ตรวจระดับวิตามินบี 12 วิตามินซี วิตามินดี แร่ธาตุ อย่าง ซิงก์ แมกนีเซียม
  • ตรวจมวลกระดูก ด้วยเครื่อง DEXA Scan อย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อคัดกรองโรคกระดูกพรุนและประเมินความเสี่ยงกระดูกหัก โดยเฉพาะจุดเสี่ยงสำคัญอย่างกระดูกสันหลังและสะโพก

การใช้ฮอร์โมนทดแทน

ฮอร์โมนทดแทนในวัยทอง (Menopausal Hormone Therapy‐MHT) คือการให้ฮอร์โมนเอสโตรเจน (ร่วมกับโปรเจสเตอโรนหากยังมีมดลูก) เพื่อทดแทนฮอร์โมนที่ร่างกายลดลงในวัยทอง ปรับสมดุลฮอร์โมนเพศและส่งเสริมระบบการทำงานร่างกายผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือนได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างบรรเทาอาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกกลางคืน ช่องคลอดแห้ง และป้องกันกระดูกพรุน ควรอยู่ภายได้การดูแลโดยสูตินรีแพทย์เท่านั้น

ข้อห้ามใช้เด็ดขาด (Absolute Contraindications)

  • ประวัติมะเร็งเต้านม : เคยเป็นหรือสงสัยว่าเป็นมะเร็งเต้านม
  • มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก : หรือมะเร็งชนิดอื่นๆ ที่ตอบสนองต่อฮอร์โมนเอสโตรเจน
  • เลือดออกทางช่องคลอดผิดปกติ : ยังไม่ได้รับการวินิจฉัยสาเหตุที่แน่ชัด
  • โรคหลอดเลือดอุดตัน : มีประวัติลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ (Venous Thromboembolism) หรือโรคหลอดเลือดสมอง / หัวใจเฉียบพลัน
  • โรคตับ : มีภาวะโรคตับเฉียบพลันหรือโรคตับรุนแรง

ข้อควรระวังและกลุ่มที่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ (Relative Contraindications)

  • เนื้องอกมดลูกหรือเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่
  • โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือไขมันในเลือดสูง
  • ไมเกรนชนิดรุนแรง
  • นิ่วในถุงน้ำดี
  • อ้วน หรือสูบบุหรี่จัด

วัยหมดประจำเดือนเป็นการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของผู้หญิง การทำความเข้าใจร่างกายและใส่ใจตรวจสุขภาพอย่างเหมาะสมตามช่วงวัย จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคและภาวะแทรกซ้อนในอนาคต โรงพยาบาลพิษณุเวช พิจิตร พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลสุขภาพผู้หญิงทุกช่วงวัย เพื่อส่งเสริมการมีสุขภาพที่ดีและคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน



ศูนย์การรักษาที่เกี่ยวข้อง

สูติ-นรีเวช

สถานที่

เวลาทำการ

เบอร์ติดต่อ

แพทย์ประจำศูนย์
นพ. ณัฐพงศ์ แสงปัดสา

ประสาทศัลยศาสตร์

พญ. จีรัญดา ภู่โต

กุมารเวชศาสตร์